ฆาตกรรมสาว หมกศพในบ้าน พบสามีชาวจีนต้องสงสัย-หนีออกนอกประเทศแล้ว

ฆาตกรรมสาว หมกศพในบ้าน พบสามีชาวจีนต้องสงสัย-หนีออกนอกประเทศแล้ว

วันนี้ (2 ก.ย.) ตำรวจพิษณุโลกได้รับแจ้งเหตุพบเหยื่อฆาตกรรมโหดภายในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 7 ต.วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ทราบชื่อคือ น.ส.นันพิกา เกตุทอง อายุ 41 ปี เจ้าของบ้าน โดยสภาพศพมีผ้าห่มคลุมอยู่ ภายในเปลือยท่อนล่าง สวมเสื้อลายเทาดำแขนยาว มีบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมที่บริเวณศีรษะ 2 แห่ง และหางตาข้างขวา 1 แห่ง เป็นแผลฉีกขาดฉกรรจ์ อีกทั้งมือยังถูกมัดโยงกับเท้าด้วยเชือกไนล่อนสีขาว และน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 48 ชม.

ในที่เกิดเหตุได้มีการนำผ้าห่มห่อคลุมร่างผู้เสียชีวิตไว้ และมีเลือดไหลกองเต็มพื้น บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านปูนชั้นเดียวมีรั้วรอบขอบชิด เนื้อที่ประมาณ 50 ตารางเมตร

หลังจากเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ นางลูกจันทร์ เกตุทอง อายุ 67 ปี พร้อมกับ นายภาคภูมิ เกตุทอง อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นแม่และน้องชายของผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมาจากจ.สุโขทัย ต่างร่ำไห้เสียใจกับเหตุสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า ปกติแล้วน.ส.นันพิกา จะพักอาศัยอยู่กับสามีชื่อ นายยี อี่ ไซ่ หรือเหลียง อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นชาวจีน ทั้งสองเปิดร้านขายน้ำเต้าหู้อยู่บริเวณสี่แยกวุ่นวาย ถนนสิงหราชเดโชชัย ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก

ผู้เป็นแม่เล่าว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ลูกสาวได้โทรศัพท์มาหาน้องชายวานให้ไปรับที่สนามบินพิษณุโลก แต่ไม่ได้บอกเวลารับ จากนั้นก็เงียบหายไป ตนและลูกชายจึงเข้าใจว่าสามีคือ นายยี อี่ ไซ่ เป็นผู้มารับกลับบ้านแล้ว

ลูกสาวตนเงียบหายไปและติดต่อไม่ได้ จึงเริ่มเกิดความสงสัย และได้ขอให้ญาติที่อยู่จ.พิษณุโลกช่วยมาดูลูกให้ เมื่อญาติมาถึงปรากฏว่าบ้านล็อกรั้วไว้ ตะโกนเรียกเท่าไรก็ไม่มีคนมาเปิด มีแต่สุนัขบางแก้ว 2 ตัวหน้าบ้าน ซึ่งปกติจะอยู่ในกรง แต่วันนี้ถูกปล่อยออกมา ญาติจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยตัดกุญแจรั้วเพื่อตรวจสอบว่ามีเหตุอะไรหรือไม่ เมื่อเข้าไปภายในก็ต้องผงะเพราะมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากห้องนอนอย่ารุนแรง และพบศพของน.ส.พันพิกาในที่สุด ส่วนสามีนั้น หายตัวไปพร้อมรถกระบะโตโยต้า สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน

หลังจากตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบว่านายยี อี่ ไซ่ หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว โดยเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมาเวลา 08.00 น. และเชื่อว่าน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมในครั้งนี้ ตำรวจจึงได้ขอหมายศาลเพื่อออกหมายจับแล้ว โดยจะประสานตำรวจสากลในการติดตามจับกุม โดยขณะนี้เชื่อว่านายยี อี่ ไซ่ น่าจะหนีกลับไปที่ประเทศจีน

ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงเล่าว่า เวลาประมาณ 22.00 น. ของวันที่ 31 ส.ค. ได้ยินเสียงทะเลาะกันเสียงดังมาจากบ้านหลังนี้ และตามด้วยเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจเพราะคิดว่าเป็นเรื่องในครอบครัว จนมาทราบเรื่องวันนี้

เพื่อนบ้านระบุว่า น.ส.นันพิกานั้น ปกติเป็นคนมีน้ำใจกับคนในละแวกบ้าน ชอบนำน้ำเต้าหู้มาแบ่งให้เสมอ แต่สามีจะไม่สุงสิงกับใคร และมีนิสัยขี้โมโห โดยก่อนหน้านี้เคยชกน.ส.นันพิกาจนฟันหักมาแล้ว ส่วนในเรื่องปมการฆาตกรรมนั้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า สาเหตุอาจมาจากเรื่องหึงหวง เนื่องจากผู้ตายมีรูปร่างหน้าตาสวย

ไต๋เรือ สารภาพ คลิปจับโลมา ทำเพื่อแล่เอาเนื้อทำแดดเดียว

จากกรณีที่มีคลิปวีดิโอเรือประมงและคนงานพูดภาษาไทยจับปลาโลมากว่า 30 ตัวที่ติดอวนขึ้นบนเรือ ในระหว่างที่กำลังลากฝูงปลาโอในน่านน้ำมาเลเซีย ซึ่งทำให้ปลาโลมาหลายตัวหลังหัก และตาย ล่าสุดวันนี้ (2 ก.ย.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบช.กมค. ในฐานะประธานอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการบังคับใช้กฎหมาย ศูนย์บัญชาการแก้ไขการทำประมงผิดกฏหมาย (ศปมผ.) ถึงความคืบหน้าว่า พบผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย 2 คน คือ นายธนัญชัย มิ่งมิตร หรือ ไต๋หาร อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นไต๋เรือลำที่เกิดเหตุ และอีกคนคือนายสันติ หรือไต๋ติ บัวผุด อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยไต๋เรือลำดังกล่าว

จึงได้ออกหายเรียกเพื่อสอบสวนและแจ้งข้อหาตาม พ.ร.ก.ประมงมาตรา 66 ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำชนิดที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่ยากและใกล้สูญพันธ์ มาตรา 145 ต้องระวังโทษปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 3,000,000  บาท และมาตรา 8 ซึ่งเป็นอนุสัญญาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และจัดการประมงที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก

ใต๋เรือและผู้ช่วยใต๋เรือดังกล่าวรับสารภาพว่าทำงานบนเรือจริงและทั้งสองยังเป็นผู้สั่งการให้คนงานในเรือลำดังกล่าวเอาโลมาที่ติดอวนจำนวน 30 ตัว ขึ้นมาบนเรือจริง โดยเมื่อนำขึ้นมาแล้ว ได้นำมาทำอาหาร ประมาณ 4 ตัว เป็นเนื้อแดดเดียว ส่วนที่เหลือโยนทิ้งทะเลไป

ต่อจากนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการเปรียบเทียบตามพ.ร.ก.การประมงฯ ดำเนินการพิจารณาเปรียบเทียบผู้ต้องหาทั้งสองตามกฎหมายต่อไป ซึ่งหากผู้ต้องหาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจะต้องถูกกักขัง ไม่เกิน 2 ปี

ก่อนหน้านี้ มีการตรวจสอบเรือลำดังกล่าวเรือดังกล่าว และพบว่าเป็นเรือประมงชื่อ ‘ส.พรเทพนาวี 9’ ซึ่งขายให้กับชาวมาเลเซียไปแล้วประมาณ 2 ปีและได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น KNF 7779